2006/Jun/10

ทันทีที่พระองค์เสด็จประทับยืนยังระเบียงหน้าพระที่นั่ง เสียงร้องของเหล่าพสกนิกรก็กระหึ่มโหมดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเ วณ "ขอจงทรงพระเจริญ!!!" คำคำนี้ถูกเอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ประชาชนชาวไทยที่พร้อมใจกันมารับเสด็จต่างกู่ร้อง โบกมือ และธงชาติไทยด้วยความยินดี ปากก็เอ่ยถวายพระพรไม่ขาดสาย หยาดน้ำตา และรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความปีติสุขฉายอยู่บนใบหน้าของคนทุกผ ู้ เวลานี้ พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ลืมสิ้นแล้วทุกอย่าง ทราบแต่เพียงว่า เราทั้งหลาย ล้วนเป็น "ลูก" อันจงรักภัคดี และเคารพรัก "พ่อ" ซึ่งประทับยืนทอดพระเนตรมายังพวกตนด้วยพระเมตตาอันล้นพ้น เวลานี้เอง ที่ "สันติสุข" อันจริงแท้ และเป็นหนึ่งเดียวได้บังเกิดขึ้นแล้ว

"ขอแค่เพียงชีวิตนี้ ได้อยู่ในสายพระเนตรซักครั้งก็เป็นเกียรติอันหามิได้แล้ว"

ประชาชนชาวไทย นับได้ว่าเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดแล้ว ที่ได้เป็นข้าแผ่นดินของ "ในหลวง" กษัตริย์ผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณล้นยิ่ง ประชาชนไทยทุกผู้ ทุกศาสนา ทุกถิ่น ขอถวายพระพรแด่องค์พระมหากษัตริย์ อันเปี่ยมด้วยราชธรรม
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
Feline - Mania (ไวน์)
และพสกนิกรชาวไทย


edit @ 2006/06/10 01:47:43

2006/Jun/06

แมว มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Felis Catus
นักชีววิทยาค้นพบว่า บรรพบุรุษของแมวถือกำเนิดขึ้นกว่า 50 ล้านปีมาแล้ว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกินเนื้อเป็นอาหาร เรียกว่า Miacis และได้วิวัฒนาการขั้นมาจนเริ่มมีลักษณะคล้ายแมวเมื่อ 10 ล้านปีก่อน มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับแมวป่าที่มีเขี้ยวขนาดใหญ่ เรียกว่า Dinistis

ต้นตระกูลของแมวบ้านจริงๆนั้น แยกออกมาจากตระกูลของ เสือไซบีเรียน และแมวพื้นเมืองต่างๆ ในปัจจุบันสายพันธุ์แมวถูกรวบรวมไว้ถึง 36 ตระกูล 51 ชนิด (รวมทั้งสิงโตและเสือต่างๆด้วย)

ต่อมาถึงยุคอียิปต์โบราณ ประมาณ 4,000 กว่าปีก่อน พวกชาวนาได้นำแมวป่า (แมวพื้นเมืองของอียิปต์) มาฝึกให้เชื่อง เพื่อใช้จับหนูในโรงนาและเมื่อหนูในโรงนาหมดไป ก้อทำให้ผลิตผลและพืชพันธุ์มีความเสียหายน้อยลง ประชาชนก็มีอาหารอุดมสมบูรณ์ขึ้น และไม่มีโรคภัยที่เกิดจากหนูอีกด้วยชาวอียิปต์จึงนับถือแมวเป็นสัตว์เทพเจ้า

ชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้า "Bastet" (เทวีบัสเตต) ซึ่งมีตัวเป็นคน แต่มีหัวเป็นแมว เป็นเทพเจ้าแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์

นอกจากชาวอียิปต์จะใช้แมวจับหนูในโรงนาแล้ว ยังใช้แมวจับหนูบนเรือสินค้าอีกด้วย ตรงจุดนี้ เลยเกิดความเชื่อว่า เมื่อเรือเทียบท่า แมวก็ลงจากเรือ แต่ไม่ได้กลับขึ้นเรือจึงทำให้แมวขนาดพันธุ์ไปทั่วโลก

ชาวอียิปต์โบราณนั้นนับถือแมวถึงขนาดแมวในบ้านตาย ยังต้องนำไปทำมัมมี่เลย (มัมมี่คนจะทำเฉพาะราชวงศ์และขุนนางเท่านั้น) มัมมี่แมวสามารถหาดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ในประเทศอังกฤษ

ในเมื่อแมวเป็นสัตว์เทพเจ้าของอียิปต์โบราณ จึงมีกฎ หากใครฆ่าแมว จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก

พวกที่ต้องการยึดครองอาณาจักรอียิปต์โบราณ จึงใช้วิธีชั่วร้าย "อุ้มแมวไปรบ" แล้วพวกทหารอียิปต์จะสู้ได้อย่างไร (เป็นส่วนหนึ่งของการรบอียิปต์ไม่ได้ล่มสลายเพราะแมว) แต่ถึงอียิปต์โบราณจะล่มสลายไปแล้ว ชาวอียิปต์ในสมัยก่อนยังนับถือบูชาแมวเหมือนเดิม ขนาดชาวโรมันบางคน (สมัยนั้นโรมันปกครองอียิปต์) ฆ่าแมวยังถูกพวกอียิปต์ลงโทษเลย

ต่อมาเข้าสู่ยุคกลางในยุโรป มีความเชื่อเรื่องแม่มด และความชั่วร้ายต่างๆ ชาวยุโรปในยุคนี้กล่าวหาว่า แมวเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด (โดยเฉพาะแมวดำ) ดังนั้นใครเลี้ยงแมว จะถูกประณามว่าเป็นแม่มดร้าย ยิ่งเป็นคนแก่เลี้ยงแมวยิ่งแล้วใหญ่ พวกนี้มักจะโดนเผาทั้งเป็น ทั้งคนและแมว ดังนั้นเมื่อแมวน้อยลง จึงทำให้มีหนูมากขึ้น ทำให้กาฬโรคระบาดหนักในยุโรปช่วงนั้น

ในยุคใกล้ๆกัน แถบเอเชียอย่างญี่ปุ่นกับจีน เริ่มเลี้ยงแมวกันมากขึ้นจากเดิมที่เคยเลี้ยงอยู่แล้ว และที่ญี่ปุ่นก็ยังใช้แมวเป็นสัญลักษณ์นำโชคอีกด้วย จะเห็นได้จาก "แมวกวัก" ที่ใช้กันตามร้านค้า จะใช้กวักลูกค้า หรือกวักเงินก็แล้วแต่ท่าทางของแมวตัวนั้น และที่จีนก็เชื่อว่า แมวเป็นสัตว์นำโชค เพราะว่าแมวจะเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ต่อเมื่อมันพอใจที่จะอยู่เท่านั้น เมื่อมันเข้ามาอยู่แล้วเจ้าของบ้าน มักจะมีโชคลาภมา

ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเลี้ยงแมวมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เลี้ยงไว้เพื่อใช้จับหนูเหมือนกับชาวอียิปต์นั่นแหละ จนมีตำราแมวให้คุณ-ให้โทษ

แมวไทยคู่แรกที่ออกจากประเทศไทย ไปสู่สายตาชาวโลก ถูกนำออกไปโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประราชทานให้กับ Mr. Owen Gould กงศุลอังกฤษประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2427 ซึ่งได้นำแมวคู่นี้ไปให้น้องสาวที่อังกฤษ แมวไทยคู่นี้เป็นแมววิเชียรมาศแต้มสีครั่ง และในปี พ.ศ. 2428 แมวไทยคู่นี้ถูกส่งเข้าประกวดในงานแมวที่ The Crystal Palace ณ ประเทศอังกฤษ ผลการประกวด ปรากฏว่า แมวไทยคู่นี้ชนะเลิศในการประกวด จากการประกวดครั้งน ี้ทำให้ชาวอังกฤษนิยมเลี้ยงแมวไทยมากขึ้น และได้จัดตั้ง The Siamese Cat Clubs ขึ้นในปี 2443 และ The Siamese Cat Society of the British Empire ขึ้นในปี พ.ศ. 2471

หลังจากที่แมวไทยคู่นี้ได้ทำเชื่อเสียง ในอังกฤษ ร.5 ทรงเห็นว่า แมวไทยเป็นสัญลักษณ์ ที่สามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของประเทศทั่วโลก จึงได้พระราชทานแมวไทย ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศ และจากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำนั้น ทำให้แมวไทย และประเทศไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเลยทีเดียว


ขอขอบคุณ ข้อมูลจากwww2.se-ed.net/zugus


edit @ 2006/06/06 01:51:17

2006/Apr/11

เพื่อนๆคงจะคุ้นเคยกันดีเวลาที่เราลูบตัวเจ้าเหมียวของเรา (หรือของคนอื่นก็เถอะ) มันจะลองไปนอน ก้มหัว เอียงคอ กลิ้งไปมา ฯลฯ สุดแท้แต่ว่าเจ้าเหมียวจะทำ (โดยขึ้นอยู่กับความสนิทสนมของเรากับแมวด้วย) ทำไมกันนะ? เจ้าเหมียวถึงได้ชอบให้ถูกลูบไล้สัมผัสกัน

ก็เพราะว่าแมวน่ะ คิดว่าเจ้าของเป็น "แม่" โดยการที่เราลูบไล้สัมผัสตัวนั้น ทำให้เจ้าเหมียวรู้สึกเหมือนกับถูกแม่เลียขนแบบเดียวกับเมื่อครั้งยังเป็นลูกแมวตัวน้อยๆอยู่นั่นเอง เพราะว่า "แม่" ในความคิดของเจ้าเหมียวก็คือ "คนที่คอยทำความสะอาด ดูแล เลี้ยงดู ปกป้อง" นั่นเอง และเจ้าของสุดที่รัก ก็ทำหน้าที่ "แม่" นี้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเสียด้วย แม้เจ้าเหมียวจะโตแล้วก็เถอะ เพราะงั้น เจ้าเหมียวเลยไม่รู้จักโตซะที ก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นลูกแมวตัวน้อยๆของ "แม่" อยู่เสมอ (น่ารักอ่า)

เราเองก็สามารถสังเกตได้ถึงพฤติกรรมแบบนี้เมื่อเราลูบตัวเจ้าเหมียวกคือ การทำหางตั้งตรง ซึ่งหมายถึงการทักทาย "หม่ามี้" นั่นเอง

ขอบคุณ คุณหมอเดสมอนด์ มอร์ริส



edit @ 2006/04/11 10:36:29